เทคนิคการพูดพูดในโอกาสต่างๆ10เทคนิค

มารยาทในการพูด การพูดในโอกาสต่างๆ 10 เทคนิค…พูดอย่างมือโปร
10 เทคนิค…พูดอย่างมือโปร

ไม่แปลกอะไรหรอกค่ะ กับการที่เราจะประหม่า หรือตื่นเต้น เวลาที่ต้องออกไปพูดต่อหน้าคนเยอะ ๆ แต่ถ้าเราไม่สามารถจัดการกับความตื่นเต้นนี้ได้ นั่นหละจะเป็นปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับสาวทำงานยุคใหม่ ที่ต้องมั่นอกมั่นใจ และพรีเซนท์ตัวอย่างอยู่เสมอ หากว่าคุณยังขาดความมั่นใจในเรื่องนี้ มาดูเทคนิคที่จะช่วยสร้างความมั่นใจกันค่ะ

tan_woman_speaking_at_a_ha

อย่างแรก คุณจะต้องเตรียมพร้อมเสมอ 
ใน การที่จะออกไปพูด ถ้าหากรู้ตัวล่วงหน้าหลาย ๆ วัน คุณก็สามารถเตรียมได้ ทั้งรายละเอียด เนื้อหา เอกสารประกอบ สิ่งเหล่านี้ จะทำให้คุณนำเสนอเรื่องที่พูดได้อย่างน่าสนใจ นอกจากการเตรียมเอกสารแล้ว ต้องเตรียมสุขภาพด้วยนะคะ ระวังอย่าให้เป็นหวัด เพราะมันเป็นอุปสรรค์ต่อการพูดแบบมือโปรเป็นอย่างยิ่งค่ะ
วิเคราะห์กลุ่มผู้ฟัง
ต้อง รู้ว่าเราจะพูดให้ใครฟัง ผู้ฟังเขามีพื้นฐานความรู้มากน้อยแค่ไหน จะได้รู้ว่าจะใช้วิธีการพูดอย่างเหมาะสมอย่างไร เช่น พูดให้เด็กเล็ก ๆ ฟัง ก็ต้องใช้นิทานช่วย หรือจะไปพูดศัพท์วิชาการ ไทยคำอังกฤษคำให้คนความรู้น้อยฟัง ก็คงจะไม่เหมาะ
สร้างความคุ้นเคยกับสถานที่และอุปกรณ์
ควรจะไปถึงสถานที่ก่อนเวลา เพื่อจะได้สร้างความคุ้นเคยและหัดใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ จะได้ไม่ขลุกขลักระหว่างการพูด
สร้างความเป็นกันเองกับผู้ฟัง
จะ ทำให้ตัวเราลดความตื่นเต้นลงไปได้มาก โดยคุณอาจจะพูดจา ทักทายกับผู้ฟังก่อนที่จะขึ้นพูด จะทำให้เขารู้สึกเป็นกันเองกับเราด้วยเหมือนกัน
มีอารมณ์ขัน
ต้อง หาเรื่องขำขันติดตัวเอาไว้บ้าง เพื่อสร้างบรรยากาศและคลายเครียด เพราะในบางกรณีเรื่องที่เราพูดนั้น ยาว และเครียดเกินไป จะทำให้น่าเบื่อ แต่เรื่องขำขัน ต้องไม่ลามก นะคะ
สังเกตปฏิกริยาของผู้ฟัง
เวลา พูดให้กวาดสายตาไปอย่างทั่วถึง เป็นระยะ ๆ เพื่อดูว่าผู้ฟังเขาตั้งใจฟังอยู่หรือไม่ ดูว่าเขาพยักหน้าเข้าใจ หรือทำคิ้วขมวดด้วยความสงสัย หรือมีใครหลับไปแล้วบ้าง จะได้แก้ไขบรรยากาศ
อย่าท่องจำหรือใช้วิธีอ่านให้คนฟัง
เพราะ มันน่าเบื่อ คุณจะไม่สนใจใคร ไม่เปิดโอกาสให้ใครถาม เพราะกลัวว่าจะลืมสิ่งที่ท่องมา ทางที่ดี ควรซักซ้อม และทำความเข้าใจกับเนื้อหาที่จะพูดทั้งหมด ให้ดีเสียก่อน จะได้ไม่ต้องมาท่องหรืออ่านให้ใครฟัง
ลืมความผิดพลาดไปเสีย
หากว่า เกิดความผิดพลาดในระหว่างการพูด อย่านำมาวิตกกังวล และเครียดไปกับมัน ให้ลืมไปก่อน แล้วพูดต่อให้จบ เพราะหากกังวล จะทำให้เกิดความเสียหายมากกว่าที่คิด เมื่อพูดเสร็จแล้ว ค่อยมาทบทวนในสิ่งที่ทำพลาด และหาทางแก้ไขในโอกาสหน้า
อย่าแสดงอาการหรือคำพูดที่ดูหมิ่นคนฟัง
เพราะ คนพูดบางคนชอบคิดว่าตัวเองเก่ง รู้มาก และยิ่งใหญ่กว่าผู้ฟัง ทำให้แสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสมออกมา ซึ่งมันจะทำให้ผู้ฟังรับไม่ได้ ไม่ยอมรับนับถือในที่สุด
จินตนาการถึงความสำเร็จในการพูด
นึก ภาพเสมอว่า คุณพูดสำเร็จอย่างงดงาม ได้รับเสียงปรบมือ ได้รับคำชมเชย เพราะความคิดเหล่านี้ จะทำให้เกิดกำลังใจ และไม่วิตกกังวลมากจนเกินไป

อ้างอิง//http://truepanya.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=13&id=19311

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

การนั่งพิมพ์งานที่ถูกต้อง

original_101

อ้างอิง//http://www.gotoknow.org/posts/380939

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

ความรู้ระบบสุริยะ

ระบบสุริยะ (อังกฤษ: Solar System) ประกอบด้วยดวงอาทิตย์และวัตถุอื่นๆ ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์เนื่องจากแรงโน้มถ่วง ได้แก่ ดาวเคราะห์ 8 ดวงกับดวงจันทร์บริวารที่ค้นพบแล้ว 166 ดวง[5] ดาวเคราะห์แคระ 5 ดวงกับดวงจันทร์บริวารที่ค้นพบแล้ว 4 ดวง กับวัตถุขนาดเล็กอื่นๆ อีกนับล้านชิ้น ซึ่งรวมถึง ดาวเคราะห์น้อย วัตถุในแถบไคเปอร์ ดาวหาง สะเก็ดดาว และฝุ่นระหว่างดาวเคราะห์

โดยทั่วไปแล้วจะแบ่งย่านต่างๆ ของระบบสุริยะ นับจากดวงอาทิตย์ออกมาดังนี้คือ ดาวเคราะห์ชั้นในจำนวน 4 ดวง แถบดาวเคราะห์น้อย ดาวเคราะห์ขนาดใหญ่รอบนอกจำนวน 4 ดวง และแถบไคเปอร์ซึ่งประกอบด้วยวัตถุที่เย็นจัดเป็นน้ำแข็ง พ้นจากแถบไคเปอร์ออกไปเป็นเขตแถบจานกระจาย ขอบเขตเฮลิโอพอส(เขตแดนตามทฤษฎีที่ซึ่งลมสุริยะสิ้นกำลังลงเนื่องจากมวลสารระหว่างดวงดาว) และพ้นไปจากนั้นคือย่านของเมฆออร์ต

กระแสพลาสมาที่ไหลออกจากดวงอาทิตย์ (หรือลมสุริยะ) จะแผ่ตัวไปทั่วระบบสุริยะ สร้างโพรงขนาดใหญ่ขึ้นในสสารระหว่างดาวเรียกกันว่า เฮลิโอสเฟียร์ซึ่งขยายออกไปจากใจกลางของแถบจานกระจาย

ดาวเคราะห์ชั้นเอกทั้ง 8 ดวงในระบบสุริยะ เรียงลำดับจากใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดออกไป มีดังนี้คือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน

นับถึงกลางปี ค.ศ. 2008 วัตถุขนาดย่อมกว่าดาวเคราะห์จำนวน 5 ดวง ได้รับการจัดระดับให้เป็นดาวเคราะห์แคระ ได้แก่ ซีรีสในแถบดาวเคราะห์น้อย กับวัตถุอีก 4 ดวงที่โคจรรอบดวงอาทิตย์อยู่ในย่านพ้นดาวเนปจูน คือ ดาวพลูโต (ซึ่งเดิมเคยถูกจัดระดับไว้เป็นดาวเคราะห์) เฮาเมอา มาคีมาคี และ อีรีส

มีดาวเคราะห์ 6 ดวงและดาวเคราะห์แคระ 3 ดวงที่มีดาวบริวารโคจรอยู่รอบๆ เราเรียกดาวบริวารเหล่านี้ว่า “ดวงจันทร์” ตามอย่างดวงจันทร์ของโลก นอกจากนี้ดาวเคราะห์ชั้นนอกยังมีวงแหวนดาวเคราะห์อยู่รอบตัวอันประกอบด้วยเศษฝุ่นและอนุภาคขนาดเล็ก

สำหรับคำว่า ระบบดาวเคราะห์ ใช้เมื่อกล่าวถึงระบบดาวโดยทั่วไปที่มีวัตถุต่างๆ โคจรรอบดาวฤกษ์ คำว่า “ระบบสุริยะ” ควรใช้เฉพาะกับระบบดาวเคราะห์ที่มีโลกเป็นสมาชิก และไม่ควรเรียกว่า “ระบบสุริยจักรวาล” อย่างที่เรียกกันติดปาก เนื่องจากไม่เกี่ยวข้องกับคำว่า “จักรวาล” ตามนัยที่ใช้ในปัจจุบัน

อ้างอิง//http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B0

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

หลักการเขียน

การเขียนที่ดี  คือ  ต้องเขียนสื่อสารได้ตรงตามหลักจุดประสงค์  สามารถถ่ายทอดความรู้  ความคิด

และอารมณ์ใส่ลงไปในงานเขียนได้อย่างครบถ้วน  หลักการเขียนทั่วไปมีดังนี้

            ๑. เขียนรูปคำให้ถูกต้อง  ไม่ให้มีคำที่เขียนผิด  เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายได้ตรงตามที่ผู้เขียนต้องการ

            ๒. ใช้คำให้ตรงความหมาย  คำในภาษาไทยบางคำมีหลายความหมาย  ทั้งความหมายตรงและ

ความหมายแอบแฝง  ผู้เขียนจะต้องศึกษาเรื่องการใช้คำให้ดีก่อนจะลงมือเขียน

            ๓. การใช้คำตามระดับบุคคล  คำในภาษาไทยมีหลายระดับการใช้  จึงควรใช้คำให้ถูกต้องตามระดับ

ของบุคคล  ได้แก่  บุคคลที่ต่ำกว่า  บุคคลที่เสมอกัน  และบุคคลที่อาวุโสกว่า

           ๔. เรียบเรียงคำเข้าประโยคถูกต้อง  สละสลวย  โดยผู้เขียนต้องมีความรู้  ความเข้าใจ  ในโครงสร้างประโยค

ซึ่งมีหลักเกณฑ์  ดังนี้

                         – เขียนให้ถูกต้องตามรูปประโยค

                         – ไม่ใช้รูปประโยคภาษาต่างประเทศ

                         – ไม่ใช้คำฟุ่มเฟือย

           ๕. ศึกษาการเขียนประเภทต่างๆ แล้วเขียนให้ถูกต้องตามรูปแบบ  รวมทั้งจะต้องศึกษาข้อมูลการเขียน

ให้ถูกต้อง  ชัดเจน

           ๖. การตรวจทาน  เมื่อเขียนเสร็จแล้ว  ผู้เขียนควรอ่านทบทวน ตรวจสอบความสละสลวยของคำ   เพื่อ

ปรับปรุงแก้ไขให้เกิดงานเขียนที่ดี

 

อ้างอิง//http://www.pasasiam.com/home/index.php/general/readawrite/187-2008-09-10-06-12-30

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

ขั้นตอนการเขียนโครงการ

ขั้นตอนในการเขียนโครงการ
1. ชื่อแผนงาน
2. ชื่อโครงการ
3. หลักการและเหตุผล
4. วัตถุประสงค์
5. เป้าหมาย
6. วิธีดำเนินการ
7. ระยะเวลาดำเนินการ
8. งบประมาณ
9. ผู้รับผิดชอบโครงการ
10. หน่วยงานที่ให้การสนับสนุน
11. การประเมินผล
12. ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

การวางแผนและการเขียนโครงการ

ความหมายของการวางแผน
มีผู้ให้คำจำกัดความของการวางแผนไว้หลายลักษณะ เช่น การวางแผน คือ การมองอนาคต การเล็งเห็นจุดดหมายที่ต้องการ การคาดปัญหาเหล่านั้นไว้ล่วงหน้าไว้อย่างถูกต้อง ตลอดจนการหาทางแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านั้น

            การวางแผน เป็นการใช้ความคิดมองจินตนาการตระเตรียมวิธีการต่างๆ เพื่อคัดเลือกทางที่ดีที่สุดทางหนึ่ง กำหนดเป้าหมายและวางหมายกำหนดการกระทำนั้น เพื่อให้สำเร็จลุล่วงไปตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้

            การวางแผน เป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับการกำหนดสิ่งที่จะกระทำในอนาคต การประเมินผลของสิ่งที่กำหนดว่าจะกระทำและกำหนดวิธีการที่จะนำไปใช้ในการปฏิบัติ
ถ้าจะกล่าวโดยสรุป การวางแผนก็คือการคิดการหรือกะการไว้ล่วงหน้าว่าจะทำอะไร ทำไม ทำที่ไหน เมื่อไร อย่างไร และไครทำ

การวางแผนจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอนาคต การตัดสินใจ การปฏิบัติ

การวางแผนมีประโยชน์ในหลายเรื่องด้วยกัน เช่น

1. การวางแผนเป็นเครื่องช่วยให้มีการตัดสินใจอย่างมีหลักเกณฑ์ เพราะได้มีการศึกษาสภาพเดิมใน
ปัจจุบันแล้ว กำหนดสภาพใหม่ในอนาคต ซึ่งได้แก่การตั้งวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมาย แล้วหาลู่ทางที่จะทำให้สำเร็จตามที่มุ่งหวัง นักวางแผนมีหน้าที่จัดทำรายละเอียดของงานจัดลำดับความสำคัญ พร้อมทั้งข้อเสนอแนะที่ควรจะเป็นต่างๆ เพื่อให้ผู้มีหน้าที่ตัดสินใจพิจารณา

2. การวางแผนเป็นศูนย์กลางประสานงานเช่น ในการจัดการศึกษาเราสามารถใช้การวางแผนเพื่อ
ประสานงานการศึกษาทุกระดับและทุกสาขาให้สอดคล้องกันได้
3. การวางแผนทำให้การปฏิบัติงานต่างๆเป็นไปโดยประหยัดมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
เพราะการวางแผนเป็นการคิดและคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าและเสนอทางเลือกที่จะก่อให้เกิดผลที่ดีที่สุด
4. การวางแผนเป็นเครื่องมือในการควบคุมงานของนักบริหารเพื่อติดตามตรวจสอบการปฏิบัติงานของฝ่ายต่างๆให้เป็นไปตามนโยบายและเป้าหมายที่ต้องการ

ประเภทของแผน ในแง่ของระยะเวลาอาจจะแบ่งแผนออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆดังนี้คือ

1. แผนพัฒนาระยะยาว (10 – 20 ปี) กำหนดเค้าโครงกว้างๆ ว่าประเทศชาติของเราจะมีทิศทางพัฒนาไปอย่างไร ถ้าจะดึงเอารัฐธรรมนูญ และ/หรือแผนการศึกษาแห่งชาติมาเป็นแผนประเภทนี้ก็พอถูไถไปได้ แต่ความจริงแผนพัฒนาระยะยาวของเราไม่มี

2. แผนพัฒนาระยะกลาง (4 – 6 ปี) แบ่งช่วงของการพัฒนาออกเป็น 4 ปี หรือ 5 ปี หรือ 6 ปี โดยคาดคะเนว่าในช่วง 4 – 6 ปี นี้ จะทำอะไรกันบ้าง จะมีโครงการพัฒนาอะไร จะงบประมาณใช้ทรัพยากรมากน้อยเพียงไร แผนดังกล่าวได้แก่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินั่นเองในส่วนของการศึกษาก็มีแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ(ไม่ใช่แผนการศึกษาแห่งชาติ)ในเรื่องของการเกษตรก็มีแผนพัฒนาเกษตร เป็นต้น

3. แผนพัฒนาประจำปี (1 ปี) ความจริงในการจัดทำแผนพัฒนาระยะกลาง เช่น แผนพัฒนาการศึกษา ได้มีการหนดรายละเอียดไว้เป็นรายปีอยู่แล้ว แต่เนื่องจากการจัดทำแผนพัฒนาระยะกลางได้จัดทำไว้ล่วงหน้า ข้อมูลหรือความต้องการที่เขียนไว้อาจไม่สอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงในปัจจุบัน จึงต้องจัดทำแผนพัฒนาประจำปีขึ้น นอกจากนั้น วิธีการงบประมาณของเราไม่ใช้แผนพัฒนาระยะกลางขอตั้งงบประมาณประจำปี เพราะมีรายละเอียดน้อยไป แต่จะต้องใช้แผนพัฒนาประจำปี เป็นแผนขอเงิน

4.
แผนปฏิบัติการประจำปี (1 ปี) ในการขอตั้งงบประมาณตามแผนพัฒนาประจำปีในข้อ 3 ปกติมักไม่ได้ ตามที่กระทรวง ทบวง กรมต่างๆขอไป สำนักงบประมาณหรือคณะกรรมาธิการของรัฐสภามักจะตัดยอดเงินงบประมาณที่ส่วนราชการต่างๆขอไปตามความเหมาะสมและจำเป็นและสภาวการณ์การเงินงบประมาณของประเทศที่จะพึงมีภายหลังทีส่วนราชการต่างๆ ได้รับงบประมาณจริงๆแล้ว จำเป็นที่จะต้องปรับแผนพัฒนาประจำปีที่จัดทำขึ้นเพื่อขอเงินให้สอดคล้องกับเงินที่ได้รับอนุมัติ ซึ่งเรียกว่าแผนปฏิบัติการประจำปีขึ้น

ความหมายของโครงการ

พจนานกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายของคำโครงการว่า หมายถึงแผนหรือเค้าโครงการตามที่กะกำหนดไว้   โครงการเป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งในการวางแผนพัฒนาซึ่งช่วยให้เห็นภาพ และทิศทางการพัฒนา ขอบเขตของการที่สามารถติดตามและประเมินผลได้ โครงการเกิดจากลักษณะความพยายามที่จะจัดกิจกรรม หรือดำเนินการให้บรรจุวัตถุประสงค์ เพื่อบรรเทาหรือลดหรือขจัดปัญหา และความต้องการทั้งในสภาวการณ์ปัจจุบันและอนาคต โครงการโดยทั้วไป สามารถแยกได้หลายประเภท เช่น โครงการเพื่อสนองความต้องการ โครงการพัฒนาทั่วๆไป โครงการตามนโยบายเร่งด่วน เป็นต้น

องค์ประกอบของโครงการ

องค์ประกอบพื้นฐานในโครงการแต่ละโครงการนั้นควรจะมีดังนี้
1.
ชื่อแผนงาน เป็นการกำหนดชื่อให้ครอบคลุมโครงการเดียวหรือหลายโครงการที่มีลักษณะงานไปในทิศทางเดียวกันเพื่อแก้ไขปัญหาหรือสนองวัตถุประสงค์หลักที่กำหนดไว้

2.ชื่อโครงการ ให้ระบุชื่อโครงการตามความเหมาะสม มีความหมายชัดเจนและเรียกเหมือนเดิมทุกครั้ง จนกว่าโครงการจะแล้วเสร็จ

3.หลักการและเหตุผล ใช้ชี้แจงรายละเอียดของปัญหาและความจำเป็นที่เกิดขึ้นที่จะต้องแก้ไข ตลอดจน ชี้แจงถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการดำเนินงานตามโครงการและหากเป็นโครงการที่จะดำเนินการตามนโยบาย หรือสอดคล้องกับแผนจังหวัดหรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือแผนอื่น ๆ ก็ควรชี้แจงด้วย ทั้งนี้ผู้เขียนโครงการ  อาจจะเพิ่มเติมข้อความว่าถ้าไม่ทำโครงการดังกล่าวผลเสียหายโดยตรง หรือผลเสียหาย ในระยะยาวจะเป็นอย่างไร เพื่อให้ผู้อนุมัติโครงการได้เห็นประโยชน์ของโครงการกว้างขวางขึ้น

4.
วัตถุประสงค์ เป็นการบอกให้ทราบว่า การดำเนินงานตามโครงการนั้นมีความต้องการให้อะไรเกิดขึ้น วัตถุประสงค์ที่ควรจะระบุไว้ควรเป็นวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ปฏิบัติได้และวัดและประเมินผลได้ ในระยะหลัง ๆ นี้นักเขียนโครงการที่มีผู้นิยมชมชอบมักจะเขียนวัตถุประสงค์เป็นวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม คือเขียนให้เป็นรูปธรรมมากกว่าเขียนเป็นนามธรรม  การทำโครงการหนึ่ง ๆ อาจจะมีวัตถุประสงค์มากกว่า 1 ข้อได้ แต่ทั้งนี้การเขียนวัตถุประสงค์ไว้มาก ๆ อาจจะทำให้ผู้ปฏิบัติมองไม่ชัดเจน และอาจจะดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ไม่ได้ ดังนั้นจึงนิยมเขียนวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน-ปฏิบัติได้-วัดได้ เพียง 1-3 ข้อ

5.เป้าหมาย ให้ระบุว่าจะดำเนินการสิ่งใด โดยพยายามแสดงให้ปรากฏเป็นรูปตัวเลขหรือจำนวนที่จะทำได้ ภายในระยะเวลาที่กำหนด การระบุเป้าหมาย ระบุเป็นประเภทลักษณะและปริมาณ ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และความสามารถในการทำงานของผู้รับผิดชอบโครงการ
6.วิธีดำเนินการหรือกิจกรรมหรือขั้นตอนการดำเนินงาน คืองานหรือภารกิจซึ่งจะต้องปฏิบัติในการดำเนินโครงการให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ ในระยะการเตรียมโครงการจะรวบรวมกิจกรรมทุกอย่างไว้แล้วนำมาจัดลำดับว่าควรจะทำสิ่งใดก่อน-หลัง หรือพร้อม ๆ กัน แล้วเขียนไว้ตามลำดับ จนถึงขั้นตอนสุดท้ายที่ทำให้โครงการบรรลุวัตถุประสงค์

7.ระยะเวลาการดำเนินงานโครงการ คือการระบุระยะเวลาตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนเสร็จสิ้นโครงการปัจจุบันนิยมระบุ วัน-เดือน-ปี ที่เริ่มต้นและเสร็จสิ้น การระบุจำนวน ความยาวของโครงการเช่น 6 เดือน   2 ปี โดยไม่ระบุเวลาเริ่มต้น-สิ้นสุด เป็นการกำหนดระยะเวลาที่ไม่สมบูรณ์
8.งบประมาณ เป็นประมาณการค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นของโครงการ ซึ่งควรจำแนกรายการค่าใช้จ่ายได้อย่างชัดเจน งบประมาณอาจแยกออกได้เป็น 3 ประเภท คือ
– เงินงบประมาณแผ่นดิน
– เงินกู้และเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ
– เงินนอกงบประมาณอื่น ๆ เช่น เงินเอกชนหรือองค์การเอกชน เป็นต้น
การระบุยอดงบประมาณ ควรระบุแหล่งที่มาของงบประมาณด้วย นอกจากนี้หัวข้อนี้สามารถระบุทรัพยากรอื่นที่ต้องการ เช่น คน วัสดุ ฯลฯ

9. เจ้าของโครงการหรือผู้รับผิดชอบโครงการ เป็นการระบุเพื่อให้ทราบว่าหน่วยงานใดเป็นเจ้าของ หรือรับผิดชอบโครงการ โครงการย่อย ๆ บางโครงการระบุเป็นชื่อบุคคลผู้รับผิดชอบเป็นรายโครงการได้

10.
หน่วยงานที่ให้การสนับสนุน เป็นการให้แนวทางแก่ผู้อนุมัติและผู้ปฏิบัติว่าในการดำเนินการโครงการนั้น ควรจะประสานงานและขอความร่วมมือกับหน่วยงานใดบ้าง เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
11.การประเมินผล บอกแนวทางว่าการติดตามประเมินผลควรทำอย่างไรในระยะเวลาใดและใช้วิธีการอย่างไรจึงจะเหมาะสม ซึ่งผลของการประเมินสามารถนำมาพิจารณาประกอบการดำเนินการ เตรียมโครงการที่คล้ายคลึงหรือเกี่ยวข้องในเวลาต่อไป

12.ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ เมื่อโครงการนั้นเสร็จสิ้นแล้ว จะเกิดผลอย่างไรบ้างใครเป็นผู้ได้รับเรื่องนี้สามารถเขียนทั้งผลประโยชน์โดยตรงและผลประโยชน์ในด้านผลกระทบของโครงการด้วยได้

ลักษณะโครงการที่ดี  มีลักษณะดังนี้
1. เป็นโครงการที่สามารถแก้ปัญหาของท้องถิ่นได้
2. มีรายละเอียด เนื้อหาสาระครบถ้วน ชัดเจน และจำเพาะเจาะจง โดยสามารถตอบคำถามต่อไปนี้ได้คือ
– โครงการอะไร = ชื่อโครงการ
– ทำไมจึงต้องริเริ่มโครงการ = หลักการและเหตุผล
– ทำเพื่ออะไร = วัตถุประสงค์
– ปริมาณที่จะทำเท่าไร = เป้าหมาย
– ทำอย่างไร = วิธีดำเนินการ
– จะทำเมื่อไร นานเท่าใด = ระยะเวลาดำเนินการ
– ใช้ทรัพยากรเท่าไรและได้มาจากไหน = งบประมาณ แหล่งที่มา
– ใครทำ = ผู้รับผิดชอบโครงการ
– ต้องประสานงานกับใคร = หน่วยงานที่ให้การสนับสนุน
– บรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ = การประเมินผล
– เมื่อเสร็จสิ้นโครงการแล้วจะได้อะไร = ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

3. รายละเอียดของโครงการดังกล่าว ต้องมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน เช่น วัตถุประสงค์ต้องสอดคล้องกับหลักการและเหตุผล วิธีดำเนินการต้องเป็นทางที่ทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ ฯลฯ เป็นต้น

4. โครงการที่ริเริ่มขึ้นมาต้องมีผลอย่างน้อยที่สุดอย่างใดอย่างหนึ่งในหัวข้อต่อไปนี้
– สนองตอบ สนับสนุนต่อนโยบายระดับจังหวัดหรือนโยบายส่วนรวมของประเทศ
– ก่อให้เกิดการพัฒนาทั้งเฉพาะส่วนและการพัฒนาโดยส่วนรวมของประเทศ
– แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ตรงจุดตรงประเด็น
5. รายละเอียดในโครงการมีพอที่จะเป็นแนวทางให้ผู้อื่นอ่านแล้วเข้าใจ และสามารถดำเนินการตาม
โครงการได้
6. เป็นโครงการที่ปฏิบัติได้และสามารถติดตามและประเมินผลได้
แบบฝึกหัดเขียนโครงการ

ชื่อแผนงาน……………………………………………………..

ชื่อโครงการ…………………………………………………….

หลักการและเหตุผล

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

วัตถุประสงค์

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

เป้าหมาย

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

วิธีดำเนินการ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ระยะเวลาดำเนินการ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

งบประมาณ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ผู้รับผิดชอบโครงการ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

หน่วยงานที่ให้การสนับสนุน

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

การประเมินผล

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

 

 

 

การจัดเตรียมโครงการ ตามแนวโครงร่างโครงการ

(Project Skeleton)

J โครงร่างโครงการ คือ กรอบหรือเค้าโครงที่จะช่วยสร้างข้อมูลต่างๆให้กับโครงการทุกโครงการ ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบต่างๆ 9 องค์ประกอบ ถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งขาดหายไป จะทำให้โครงการขาดความสมบูรณ์ไปด้วย

J โครงร่างโครงการมีลำดับขั้นตอนดังนี้

  1. ปัญหา
  2. วัตถุประสงค์และผลผลิต
  3. อุปสงค์และตลาด
  4. เทคโนโลยี
  5. วัตถุดิบและทรัพยากรมนุษย์
  6. องค์กรและการจัดการ
  7. กำหนดการดำเนินงาน
  8. ค่าใช้จ่ายและผลตอบแทน
  9. สรุปโครงการ

องค์กรและการจัดการ

เทคโนโลยี

วัตถุดิบและทรัพยากรมนุษย์

กำหนดการโครงการ

ค่าใช้จ่ายและ

ผลตอบแทน

ปัญหา

อุปสงค์และตลาด

วัตถุประสงค์

ความสัมพันธ์ของขั้นตอนในโครงร่างโครงการ (9 องค์ประกอบ) แสดงด้วยแผนภาพดังนี้


การจัดเตรียมโครงการตามแนว

Logical Framework

`                   Logical Framework หรือเรียกสั้นๆว่า “Log-Frame” หมายถึง กรอบเหตุและผลทางตรรกวิทยา วิธีการนี้นำมาใช้เพื่อตรวจสอบองค์ประกอบที่สำคัญของดครงการอย่างเป็นระบบ วิธีการนี้เริ่มด้วยการวิเคราะห์ปัญหาและจบลงด้วยตาราง   Log-Frame หรือ เมตริกซ์

องค์ประกอบที่สำคัญกรณีนี้คือ

Goal     Purposes    Output    Input

ประโยชน์ของการวิเคราะห์

ตามแนว Log-Frame

  1. เกิดความกระจ่างชัด ในการวิเคราะห์เกี่ยวกับเงื่อนไข หรือข้อสมมติที่จะมีผลกระทบต่อ ผลสำเร็จของโครงการ
  2. แสดงให้เห็นถึงภาพรวมขององค์ประกอบโครงการ และความสัมพันธ์ที่มีเหตุมีผลในองค์ประกอบเหล่านั้น
  3. ช่วยในการจัดเตรียม หรือวางแผนโครงการ และเป็นประโยชน์ต่อการติดตามและประเมินผลโครงการในลำดับขั้นต่อไป
  4. ผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการสามารถเข้าใจในองค์ประกอบที่สำคัญของโครงการได้ถูกต้องตรงกัน
  5. เป็นเครื่องมือในการกำหนดวัตถุประสงค์และวิธีการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ มีความสอดคล้องสัมพันธ์กัน และมีความสมจริง

` วิธีการวิเคราะห์ตามแนวของ Log-Frame

Log-Frame จะอธิบายถึงองค์ประกอบต่างๆของโครงการ ได้แก่

  1. จุดหมายของการพัฒนา (Goal)
  2. วัตถุประสงค์ของโครงการ (Purpose)
  3. ข้อสมมติสำคัญ หรือเงื่อนไขของความสำเร็จ (Important Assumption ; IS)
  4.  ตัวบ่งชี้

(Objectively Verifiable Indicator ; OVI)

  1. แหล่งข้อมูลหรือวิธีพิสูจน์ความสำเร็จของโครงการ (Means of Verification ; MOV)

` ก่อนการวิเคราะห์ตามแนวของ Log-Frame ต้องมีการวิเคราะห์สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในรูปของปัญหา และวัตถุประสงค์ก่อน ซึ่งถือเป็นขั้นแรกของการจัดเตรียมโครงการและการวางแผนโครงการ

` การวิเคราะห์ปัญหา เพื่อให้โครงการสามารถมุ่งแก้ปัญหาได้แท้จริง

+          การวิเคราะห์ปัญหา ต้องเลือกเฉพาะปัญหาที่สำคัญและเป็นปัญหาหลัก

+          นำปัญหาหลักมาทำ “โครงสร้างปัญหา” จะทำให้ทราบถึง สาเหตุและผลอันเกิดจากปัญหา ซึ่งทำได้โดยเทคนิค แผนภูมิต้นไม้ปัญหา  (Problem Tree)

+          เมื่อทราบสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง การกำจัดสาเหตุเหล่านั้นออกไป ก็ทำให้ปัญหาสามารถหมดไปได้

+          วิเคราะห์วัตถุประสงค์ ด้วยการแปลงจากระดับปัญหาเป็นระดับวัตถุประสงค์ หรือ แผนภูมิต้นไม้วัตถุประสงค์ (Objective Tree) เพื่อแสดงแนวทางการแก้ไขปัญหา

+          กำหนดทางเลือกต่างๆของโครงการตามแนวทางแก้ไขที่เป็นไปได้ จากนั้นทำการวิเคราะห์และประเมินทางเลือก เพื่อเลือกทางเลือกที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด

J กรอบของ Log-Frame

เมื่อเลือกโครงการได้แล้ว นำโครงการมาบรรจุลงในตาราง Log-Frame หรือ   ตารางเมตริกซ์ 4X4 ที่สรุปรายละเอียดขององค์ประกอบของโครงการ โดยแต่ละช่องในแนวตั้งและแนวนอนจะมีความสัมพันธ์เป็นเหตุและเป็นผลต่อกันและกัน ดังตารางต่อไปนี้

 

` ตาราง Log-Frame

ข้อสรุปสาระสำคัญ

ของโครงการ

ตัวบ่งชี้

แหล่งและวิธีพิสูจน์

ข้อสมมติสำคัญเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์

  • · Goal

จุดหมายการพัฒนา

ความสำเร็จของจุดหมาย

หลักฐานหรือ

แหล่งพิสูจน์

ข้อสมมติเพื่อสนับสนุนการพัฒนาระยะยาว

  • · Purpose

วัตถุประสงค์โครงการ

เมื่อโครงการเสร็จสิ้นลง

หลักฐานหรือ

แหล่งพิสูจน์

ข้อสมมติจาก

Purpose to Goal

  • · Output

ผลผลิตและผลงาน

ความสำเร็จของผลงาน

หลักฐานหรือ

แหล่งพิสูจน์

ข้อสมมติจาก

 Output to Purpose

  • · Input

กิจกรรมและทรัพยากร

กำหนดการและงบประมาณ

หลักฐานหรือ

แหล่งพิสูจน์

ข้อสมมติจาก

 Inputs to Outputs

 

J วิธีการ และตัวอย่างการจัดทำ Log-Frame

 

ขั้นที่ 1 การวิเคราะห์ปัญหา

คำที่มักจะใช้ในการระบุปัญหา เช่น      คุณภาพต่ำ ผลตอบแทนต่ำ ความไม่เพียงพอ การไม่สามารถตอบสนอง การขาดแคลน เป็นต้น

1)                   การกำหนดปัญหา

ตัวอย่างของปัญหา เช่น ยอดขายต่ำ    คุณภาพสินค้าไม่ดี ปัจจัยการผลิตไม่เพียงพอ พนักงานออกจากงานบ่อย รายได้ของเกษตรกรต่ำ เป็นต้น

2)                   อะไร คือ สาเหตุสำคัญของปัญหา

     ปัญหาที่ระบุ                                สาเหตุ

  • · ยอดขายต่ำ + ประสิทธิภาพของพนักงานขายลดลง
  • · ปัจจัยการผลิตไม่เพียงพอ + การจัดการสินค้าคงคลังไม่ดี
  • · พนักงานลาออกบ่อย + สวัสดิการของบริษัทไม่เพียงพอ
  • · รายได้เกษตรกรต่ำ + ผลผลิตของเกษตรลดลง
  • · ผลผลิตเกษตรกรต่ำ + คุณภาพเมล็ดพันธุ์ไม่ดี
  • · คุณภาพการผลิตไม่ดี +การควบคุมโรคพืชไม่เพียงพอ

3)                   ผลของแต่ละปัญหา คือ อะไร

  • · ผลของคุณภาพสินค้าไม่ดี + ยอดขายต่ำ
  • · ผลของยอดขายต่ำ + ธุรกิจเติบโตช้าและเสี่ยง
  • · พนักงานลาออกบ่อย + การดำเนินการติดขัด

4)                   ทำ Problem Tree ด้วยการเลือกปัญหาหลักหรือปัญหาสำคัญ ประกอบด้วย สาเหตุและผลของปัญหา โดยเริ่มจากสาเหตุของปัญหาก่อน จากนั้นก็กำหนดผลของปัญหา

5)                   ทบทวนสาเหตุ และผลของปัญหา จนกระทั่งมั่นใจได้ว่าข้อมูลสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุและผลใน Problem Tree นั้นมีความถูกต้องดีแล้ว

ขั้นตอนที่ 2 การวิเคราะห์วัตถุประสงค์

1)                   เริ่มจากบนลงล่าง นำแต่ละปัญหาแปลงสภาพจาก “ลบ” ให้เป็น “บวก” เพื่อกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการ

คำที่มักจะใช้ เช่น กำหนด พัฒนา ระบุ ปรับปรุง ขยาย สร้าง รักษา ทำให้แข็งแรงขึ้น เป็นต้น

2)                   ตรวจสอบความถูกต้องของข้อความว่า ความสัมพันธ์ระหว่างวิธีการและวัตถุประสงค์ของโครงการ (Means-Ends) มีความถูกต้องสมเหตุสมผลหรือไม่

ขั้นที่ 3 เลือกทางที่ทำให้โครงการจะบรรลุผลได้

1)            เลือกวัตถุประสงค์ระดับสูงที่โครงการต้องการบรรลุผล

2)            กำหนดกลุ่ม Means-Ends ในต้นไม้วัตถุประสงค์ โดยกลุ่ม Means-Ends ประกอบด้วย “กลุ่มทางเลือกที่ดีที่สุด และเป็นไปได้มากที่สุด” ที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้

ขั้นที่ 4 การพรรณนาคำสรุปสาระสำคัญ ใน Log-Frame

1)                   เลือกวัตถุประสงค์ของโครงการ แล้วสรุปในรูปทั่วไป (ยังไม่ต้องระบุเชิงปริมาณ)

2)                   เลือกจุดหมายของโครงการ ซึ่งอยู่เหนือวัตถุประสงค์

3)                   เลือกผลผลิตหรือผลงาน (Output) ที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ Output เหล่านี้ คือ กลุ่ม Means-Ends นั่นเอง Output เป็นสิ่งที่อยู่ภายใต้การควบคุมของโครงการ

4)                   ระบุกิจกรรมที่จำเป็นเพื่อให้ได้ผลผลิตหรือผลงาน

5)                   ระบุชนิดของปัจจัยที่ต้องการเพื่อให้กิจกรรมในข้อ 4 นั้นดำเนินไปได้ (ยังไม่ต้องระบุเชิงปริมาณ)

6)          ตรวจสอบความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลอีกครั้ง หรือ Means-Ends ระหว่าง Inputs Output Purpose และ Goal เพื่อดูว่า สามารถทำให้ได้ Goal ตามที่ต้องการ

ขั้นตอนที่ 5 การกำหนดข้อสมมติ

ข้อสมมติ คือ เหตุการณ์ สภาพแวดล้อม ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม และนอกเหนืออิทธิพลของโครงการ แต่ข้อสมมติเหล่านี้จะมีผลต่อความสำเร็จของโครงการ

J วิธีการ

1)                   วัตถุประสงค์ใด ตามต้นไม้วัตถุประสงค์ ที่มิได้ระบุไว้ในตาราง Log-Frame ซึ่งอยู่นอกเหนืออิทธิพลของโครงการ ให้นำไปใส่ไว้ในช่อง ข้อสมมติในตาราง Log-Frame

2)                   ตรวจสอบตาราง Log-Frame ทั้ง 4 ระดับตรวจดูว่า ข้อสมมติมีความสมบูรณ์ และเป็นเหตุเป็นผลกันหรือไม่ โดยแต่ละระดับจะต้องบรรจุสถานการณ์ที่จำเป็นให้เพียงพอ (รวมทั้งข้อสมมติ)

3) ตรวจสอบและประเมินแต่ละสถานการณ์ที่อยู่คอลัมน์ข้อสมมติ โดยพิจารณาแผนภาพดังนี้

ขั้นที่ 6 การกำหนดตัวบ่งชี้

` ขั้นตอนนี้ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน ต้องรอให้ถึงขั้นการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม พอที่จะดำเนินการกำหนดตัวบ่งชี้ได้ดังนี้

1)                   เริ่มจาก Goal ตัวบ่งชี้จะทำให้ทราบว่าเมื่อไรที่ Goal จะบรรลุ

+ ตัวบ่งชี้ต้องบอกถึง ปริมาณ คุณภาพ พื้นที่   กลุ่มเป้าหมาย และระยะเวลา เช่น รายได้ของเกษตรกร เพิ่มขึ้น 25% ภายในระยะ 5 ปีของแผน

2)                   Purpose  มีวิธีการเช่นเดียวกับ ข้อ1

3)                   Output        ระบุถึง ปริมาณ คุณภาพ ช่วงระยะเวลา และสถานที่

4)                   Activities ชี้ให้เห็นถึงกิจกรรมสำคัญที่ควรดำเนินการเป็นลำดับขั้นตอนให้มีความสัมพันธ์ระหว่างกัน

5)                   Inputs ที่เป็น Resources จะระบุว่า ต้องการอะไร (What) เมื่อไร (When) ที่ไหน (Where) เท่าใด (How much) และมีคุณภาพอย่างไร (Quality)

ขั้นที่ 7 วิธีพิสูจน์

1)                   กำหนดขัอมูลที่จำเป็นเพื่อการพิสูจน์      “ตัวบ่งชี้” โดยระบุว่าต้องการข้อมูลอะไร ประเภทไหน จากนั้นทำการรวบรวม วิเคราะห์ และจัดเก็บ

2)                   กำหนดแหล่งที่มาของข้อมูลของตัวบ่งชี้   แต่ละตัว

3)                   ถ้าข้อมูลที่เก็บรวบรวมต้องมีค่าใช้จ่ายมาก  ก็ควรจะรวมค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บข้อมูลไว้ในต้นทุนค่าใช้จ่ายของโครงการ

 

ข้อจำกัดของ Log-frame

 

J Log-frame ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางการวิเคราะห์ การประเมิน การออกแบบรายละเอียด และแผนการดำเนินงานของโครงการ นั่นคือ แม้จะมีการเตรียมโครงการตาม Log-frame ก็ยังคงต้องมีการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ และการออกแบบโครงการอยู่ เมื่อไปสู่ขั้นตอนดังกล่าวโครงการนั้นอาจจะไม่ผ่านการประเมินและอนุมัติก็เป็น

อ้างอิง//http://www.google.co.th/url?sa=t&rct=j&q=&esrc=s&source=web&cd=7&sqi=2&ved=0CE8QFjAG&url=http%3A%2F%2Fwww.ssru.ac.th%2Flinkssru%2Fathovicha_web%2Fpa2.doc&ei=nzkfUaXJGcTPrQe53IEw&usg=AFQjCNHfkYaNVmCi6J1NoTnS2FLGZcc4dg&bvm=bv.42553238,d.bmk

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น